เมื่อมองย้อนกลับไปพิจารณาข้อเรียกร้อง บทวิเคราะห์ และกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับโครงการอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) ซึ่งไม่ใช่พยาบาลวิชาชีพ ยิ่งตอกย้ำว่าหัวใจสำคัญที่สุดของระบบสาธารณสุขคือ "ความปลอดภัยของผู้ป่วย" (Patient Safety) วิชาชีพพยาบาลต้องอาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนเฉพาะทางเพื่อประเมินและรับมือกับภาวะวิกฤต การที่ อสพ. เปิดรับบุคคลจากหลากหลายสาขาที่ผ่านการอบรมระยะสั้น แม้จะช่วยงานติดตามดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงในภาวะปกติได้ แต่หากเกิดเหตุฉุกเฉินที่เกินขีดความสามารถ ย่อมอาจสร้างความเสี่ยงเชิงระบบ การสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจบทบาทที่ชัดเจนว่า อสพ. ไม่ใช่พยาบาลวิชาชีพ จึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน
แม้ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เน้นย้ำว่า อสพ. ไม่ใช่วิชาชีพใหม่ และไม่ได้เข้ามาทำงานทดแทนพยาบาลวิชาชีพหรือ อสม. แต่เป็นเพียงกำลังเสริมในการเชื่อมต่อข้อมูลและติดตามดูแลผู้ป่วย ทว่าการส่งผ่านนโยบายสาธารณสุขจากรัฐบาลชุดก่อนมาสู่การบริหารในปัจจุบัน ได้ฉายให้เห็นภาพการทำงานอย่างต่อเนื่องและทุ่มเทของผู้นำองค์กรวิชาชีพพยาบาล ที่ได้ลงมือปฏิบัติหน้าที่และสร้างผลงานไว้อย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติ
การวางรากฐานเพื่อแก้ไขวิกฤตกำลังคนเริ่มต้นขึ้นในยุครัฐบาลชุดก่อน โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ อดีตนายกสภาการพยาบาล ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกและแผนพัฒนากำลังคนต่อกระทรวงสาธารณสุข ทั้งการผลิตผู้ช่วยพยาบาล 7,000 คน การผลิตพยาบาลระดับปริญญาตรี 13,300 คน รวมถึงแผนพัฒนากำลังคนหลังเกษียณและการเปิดคลินิกพยาบาล เพื่อมุ่งคลี่คลายปัญหาความขาดแคลนบุคลากรในระบบบริการภาครัฐอย่างครอบคลุม ต่อมากระแสการขับเคลื่อนถูกยกระดับให้เข้มข้นยิ่งขึ้นโดย ศาสตราจารย์ ดร.ศิริอร สินธุ นายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ พร้อมภาคีเครือข่าย 31 องค์กร ที่ได้ร่วมกันส่งสารเชิงนโยบายในเวที The Debate 2026 ภายใต้กำหนดเวลา 2 ปีแห่งบทพิสูจน์ เพื่อเยียวยาความอดทนที่เกินขีดจำกัดของคนทำงานด่านหน้า พร้อมเรียกร้องมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการดูแลสวัสดิภาพ ลดภาระงานที่ต้องควงเวรเทียบเท่า 40 วันต่อเดือน และการดูแลประชากรที่สูงเกินเกณฑ์มาตรฐานถึง 4 เท่า เพื่อยับยั้งภาวะสมองไหลที่บุคลากรตัดสินใจออกจากระบบมากกว่าร้อยละ 50
การขับเคลื่อนนี้ต่อเนื่องมาจนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่การบริหารของกระทรวงสาธารณสุขในปัจจุบัน ซึ่งมีการผนึกกำลังครั้งสำคัญโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนา บุญทอง นายกสภาการพยาบาลคนปัจจุบัน ร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร.ศิริอร สินธุ นายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ และคณะผู้บริหาร ในการนำชุดข้อมูลเชิงลึกเข้าพบฝ่ายบริหารเพื่อยื่น 3 ข้อเสนอหลักในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การสร้างความมั่นคงด้วยการเร่งบรรจุพยาบาลวิชาชีพตกค้างมากกว่า 17,000 คนเป็นข้าราชการโดยไม่ต้องรอตำแหน่งเกษียณและขยายอัตราเพิ่มอีก 25,000 ตำแหน่ง การเปิดโอกาสความก้าวหน้าโดยผลักดันให้เลื่อนระดับเป็นชำนาญการพิเศษได้ทุกตำแหน่งแบบเลื่อนไหล และการยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการปรับค่าตอบแทน เงินเดือน พ.ต.ส. ค่าเวร ค่าล่วงเวลา ให้สะท้อนภาระงานและความเสี่ยงจริง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกนำไปใช้เป็นสาระสำคัญในการตอบกระทู้ถามต่อวุฒิสภา
ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ทิศทางนโยบายจากภาครัฐในปัจจุบันกลับมุ่งเน้นการผลักดันโครงการ อสพ. เพื่อเป็นกำลังเสริมในพื้นที่ ซึ่งเมื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับข้อเสนอเชิงวิชาการแล้ว จะพบว่ายังมีมิติสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เนื่องจากโครงการดังกล่าวยังไม่สามารถลดภาระงานและความเหน็ดเหนื่อยของพยาบาลด่านหน้าได้อย่างตรงเป้า ยังไม่ได้เพิ่มเวลาพักผ่อน ไม่ได้สร้างตำแหน่งแห่งที่ และไม่ได้เพิ่มอัตรากำลังหรือค่าตอบแทนให้แก่บุคลากรสายตรง แต่เน้นไปที่การดูแลผู้ป่วยที่เข้าสู่ภาวะพึ่งพิงไปแล้วในระดับชุมชน
หากพิจารณาในมิติของนโยบายสาธารณสุขและการหวังผลสัมฤทธิ์ในระดับพื้นที่ ทางออกที่ยั่งยืนที่สุดคือการที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขหันมาเน้นย้ำเรื่อง "การลดการเจ็บป่วยของประชาชนตั้งแต่ต้นทาง" ควบคู่ไปกับการรักษาสภาพจิตใจและขวัญกำลังใจของพยาบาลวิชาชีพสายตรง หากทีมบริหารส่วนท้องถิ่นเข้ามาร่วมมือในการบริหารจัดการสุขภาวะชุมชนอย่างจริงจัง ผ่านการกำกับดูแลงานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม การใช้กลไกกองทุนสุขภาพท้องถิ่นขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก การสกัดกั้นกลุ่มโรค NCDs และการสร้างสิ่งแวดล้อมในชุมชนที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการ "สร้างนำซ่อม" อย่างแท้จริง เพราะหากท้องถิ่นสามารถสกัดกั้นจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ได้ ประชาชนจะมีสุขภาพแข็งแรง และภาระงานอันหนักอึ้งของพยาบาลรวมถึงระบบสาธารณสุขก็จะลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า วิชาชีพพยาบาลและผู้บริหารองค์กร ได้ร่วมกันพิสูจน์บทบาท นำเสนอชุดข้อมูลเชิงลึก และชี้ทางออกของปัญหากำลังคนอย่างครอบคลุมแล้ว การที่โครงสร้างสาธารณสุขยังคงวิกฤต จึงมิได้เกิดจากการไร้ข้อเสนอจากคนทำงาน หากแต่เป็นสภาวะที่นโยบายเพื่อสวัสดิภาพของพยาบาลและความปลอดภัยของประชาชน ยังคงรอคอยการตัดสินใจลงมือทำจากฝ่ายบริหารภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม