คนขาดแคลน หรืออะไรกันแน่ที่ขาดแคลน…? พีรสิชฌ์ สิทธิรัตน์ หน่วยวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

จำนวนผู้เข้าชม : 14 ครั้ง

28 กันยายน 2569 ท่ามกลางกระแสสังคมว่าด้วยปัญหาการขาดแคลนบุคลากรสาธารณสุขและภาระงานที่หนักหน่วงของกำลังคนในระบบ คณะผู้วิจัยในหน่วยวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีนำเสนอผลการวิเคราะห์สถานการณ์กำลังคนด้านสุขภาพและชวนสังคมตั้งคำถามสำคัญว่า“ความจริงของความขาดแคลนในประเทศคืออะไร”

นายพีรสิชฌ์ สิทธิรัตน์หน่วยวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีหน่วยวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีผู้นำเสนอข้อค้นพบและนัยต่อทางเลือกนโยบาย กล่าวว่า

“การนำเสนอในวันนี้มุ่งอธิบายสถานการณ์ด้านกำลังคนในประเทศไทย เพื่อนำไปสู่แนวทางและทางเลือกในการจัดสรรกำลังคนในอนาคต โดยอ้างอิงจากข้อมูลกำลังคนและบริการจริงตั้งแต่ปี 2556 ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้กำหนดเป็นสมมติฐานเพื่อเปรียบเทียบกับแผนการจัดสรรบุคลากรต่อไป “

“แม้การวิเคราะห์หลักจะครอบคลุม 4 วิชาชีพ แต่ในเบื้องต้นจะมุ่งเน้นการปรับแต่งโมเดลการจัดสรรแพทย์เป็นลำดับแรก หากผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ จึงจะขยายผลไปยังวิชาชีพอื่นๆ ในลำดับถัดไป สาระสำคัญในการนำเสนอประกอบด้วย อัตราการเติบโตของบุคลากรในแต่ละวิชาชีพ สถิติกำลังคนเมื่อเทียบกับประชากร ปริมาณงานบริการ และความจำเป็นด้านสุขภาพ ตลอดจนการกระจายตัวของบุคลากรระหว่างจังหวัด ทั้งอัตราการรับเข้าและการออกจากระบบ รวมไปถึงแผนการบริหารจัดการในภาพรวม"

ทางแพร่งกำลังคนสุขภาพเมื่อโมเดลเดิมไปต่อไม่ได้และทางออกที่ต้องกล้าทดลอง 


มุมมองจากผู้ร่วมอภิปรายสะท้อนให้เห็นว่าภาพอนาคตกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทยภายใต้ข้อมูลเชิงประจักษ์และแบบจำลองการจัดสรรบุคลากรตั้งแต่ปี 2556 บ่งบอกถึงความพยายามในการวางแผนระยะยาวผ่านการวิเคราะห์อัตราการเติบโตสถิติกำลังคนเมื่อเทียบกับประชากรปริมาณงานบริการความจำเป็นด้านสุขภาพและการกระจายตัวระหว่างจังหวัดทว่าโครงสร้างการบริหารจัดการและการพึ่งพิงกรอบอัตรากำลังแบบเดิมกำลังพาเราไปสู่ทางตันเมื่อการดูแลสุขภาพปฐมภูมิต้องอาศัยการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อทดแทนแรงงานคนพร้อมกับปรับเปลี่ยนให้บุคลากรไปปฏิบัติงานในส่วนอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความท้าทายที่น่ากังวลที่สุดจากข้อสังเกตของผู้ร่วมอภิปรายคืออัตราการคงอยู่ของบุคลากรในระบบที่อยู่ในระดับต่ำโดยเฉพาะในกลุ่มวิชาชีพพยาบาลซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพการบริการและความปลอดภัยของผู้ป่วยประกอบกับมาตรการจำกัดการบรรจุอัตรากำลังของภาครัฐท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจเปราะบางทำให้การยึดติดกับการจ้างงานภาครัฐไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน

ผู้ร่วมอภิปรายจึงเสนอว่าถึงเวลาแล้วที่ระบบสาธารณสุขไทยจะต้องกล้าทดลองเชิงนโยบายมิติใหม่ทั้งการปรับปรุงกลไกค่าตอบแทนมาตรการทางภาษีและการสนับสนุนวิชาชีพทางการแพทย์รวมถึงวิชาชีพพยาบาลให้ก้าวพ้นจากการพึ่งพาการจ้างงานภาครัฐผ่านองค์กรที่หลากหลายทั้งแบบแสวงหากำไรไม่แสวงหากำไรหรือกิจการเพื่อสังคมควบคู่กับการกำหนดข้อตกลงการปฏิบัติงานที่มีตัวชี้วัดชัดเจนคล้ายกับการทำสัญญาบริการรถโดยสารสาธารณะในต่างประเทศที่มีการกำหนดเวลาเคร่งครัดหากผิดเงื่อนไขย่อมมีผลต่อการต่อสัญญาเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและตอบสนองต่อพื้นที่อย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดผู้ร่วมอภิปรายสรุปว่าแม้แนวคิดเรื่องการจำกัดการเคลื่อนย้ายบุคลากรผ่านระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามภูมิภาคจะเป็นแนวทางที่น่าสนใจแต่นโยบายดังกล่าวจะไม่มีทางประสบผลสำเร็จหากปราศจากการคำนึงถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างพื้นที่การเดินหน้าฝ่าวิกฤตกำลังคนจึงไม่ใช่เรื่องของตัวเลขการผลิตหรือการจัดสรรแต่คือความกล้าหาญทางนโยบายที่ภาครัฐต้องทบทวนบทบาทใหม่ในฐานะนายจ้างเพื่อสร้างระบบสุขภาพที่มั่นคงและเป็นธรรมพร้อมกับตระหนักถึงข้อจำกัดในส่วนของบุคลากรพยาบาลที่เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนระบบนี้ด้วยเช่นกัน


 

Recent Posts