หน้าแรก   |   ข่าวสารพยาบาล

ผู้อำนวยการกองการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แจงปรับเวร 12 ชม.แค่ข้อเสนอ

จำนวนผู้เข้าชม : 650 ครั้ง


น.ส.อุไรพร จันทะอุ่มเม้า ผู้อำนวยการกองการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แจงในแผนการแก้ปัญหากำลังคนทางการพยาบาล กองการพยาบาลเสนอแนวทางไป 3 แนวทางด้วยกัน คือ (1)เพิ่มการผลิตพยาบาลทั้งหลักสูตร 4 ปี และ 2.5 ปี (2) ธำรงรักษา ที่จะมีทั้งเรื่องค่าตอบแทน ความก้าวหน้า การบรรจุข้าราชการ และสวัสดิการด้านที่พัก/รถรับส่งและอื่นๆรวมถึงสภาพแวดล้อมในการทำงาน (3) การจัดการแนวใหม่ เช่น การใช้ Lean Management เพื่อลดงานที่ไม่ใช่งานการพยาบาล การใช้ AI Technology เข้ามาช่วยตอบคำถามที่มักถูกถามซ้ำๆในงานด่านหน้า รวมทั้งการจัดเวร 12 ชม. เป็นหนึ่งในการจัดการแนวใหม่


ปรับเวร 12 ชม.แค่ข้อเสนอ ช่วยลดทำงานควบ 16 ชม. มีเวลาพัก และความปลอดภัยของผู้ป่วยและสุขภาพของพยาบาล 

   1. ที่มาของแนวคิดการจัดเวรพยาบาล 12 ชั่วโมง มาจากปัญหาหรือข้อจำกัดด้านอัตรากำลังบุคลากรอย่างไร และเหตุใดจึงเลือกแนวทางนี้เป็น “ข้อเสนอ” แก้ปัญหาระยะสั้น แนวคิดหลักคือเรื่อง “ชั่วโมงการทำงานที่ปลอดภัยสำหรับพยาบาล พ.ศ. 2569” ตามประกาศของสภาการพยาบาล ที่กำหนดว่า ชั่วโมงการทำงานรวมของพยาบาลไม่เกินวันละ 12 ชม.  และมาตรการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าของพยาบาลมีเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาพักฟื้นระหว่างเวร (Recovery Time Between Shifts) ไม่น้อยกว่า 11 ชม. กองการพยาบาลเองก็เห็นด้วยและสนับสนุนการขึ้นเวร 8 ชม.ไม่เกินสัปดาห์ละ 40 ชม. แต่ในสถานการณ์ขาดแคลนกำลังคนขั้นวิกฤติ ที่ชาวสาธารณสุขทุกคนก็ทราบดีว่าเราขาดทั้งคน ขาดทั้งเงิน ในการบริหารอัตรากำลังที่มีจำนวนคนที่มีอยู่น้อยนิด การขึ้นเวร แบบ 8 ชม. ทำให้น้องๆต้องหมุนรอบขึ้นเวรถี่ขึ้น และมีการควบเวรเป็น 16 ชม. พัก 8 ชม. ก่อนขึ้นเวรถัดไป และในความเป็นจริงส่วนใหญ่จะได้พักไม่ถึง 8 ชม. ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของสภาการพยาบาล เพราะเราตระหนักเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วยและสุขภาพของพยาบาล จึงเสนอเรื่องการขึ้นเวร 12 ชม. เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกคนจะได้พักอย่างน้อย 11 ชม. ก่อนการทำงานเวรถัดไป การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุก็คือการเพิ่มคน เมื่อมีคนมาทดแทนอัตราสูญเสียจากการเกษียณและลาออก แต่ละ รพ. จะกลับมาใช้ระบบเดิมก็ได้ขึ้นกับความสมัครใจ

2. เมื่อเทียบกับการจัดเวรแบบ 8 ชั่วโมงที่มีมาเดิม การจัดเวร 12 ชั่วโมงจะมีผลอย่างไรต่อคุณภาพชีวิตของพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องการพักระหว่างผลัดและจำนวนวันหยุด   อย่างที่กล่าวมาแล้วว่าการหมุนรอบทุก 12 ชม. จะทำให้พยาบาลได้พัก อย่างน้อย 12 ชม. ก่อนขึ้นเวรถัดไป และมีข้อกำหนดว่าจะขึ้นเวร 12 ชม. ติดต่อกันได้ไม่เกิน 3 วัน ต้องมีเวลาพักให้ร่างกายได้ฟื้นฟูสภาพ ซึ่งหากไม่ประสงค์จะขึ้น OT ในหนึ่งสับดาห์จะมีวันหยุด 3-4 วัน แต่ในสถานการณ์ที่ขาดกำลังคน แน่นอนว่ายังคงต้องมี OT แต่จะมีเวลาพักก่อนขึ้นเวรถัดไปมากขึ้น แล้วการจัดแบบ 3 ผลัด หรือ เวร 8 ชม. ต้องส่งข้อมูลสามครั้ง แบบสองผลัด (12 ชม.) ส่งสองครั้ง เวลาในการส่งข้อมูลแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 30 นาทีถึง 1 ชม. ขึ้นกับจำนวนคนไข้ และความซับซ้อนของคนไข้ ในแง่คุณภาพชีวิตเวลาพักมากกว่าย่อมดีกว่า แต่อาจไม่เหมาะกับคนมีลูกมีครอบครัวที่ต้องการเวลาในการดูแลครอบครัวในแต่ละวัน แต่ก็มีช่วงวันหยุดหลายวันที่มีเวลาอยู่กับครอบครัว ส่วนพยาบาล Gen Z  กลับชอบเพราะให้ความสำคัญกับวันหยุดยาวและเวลาส่วนตัว ที่สำคัญอีกประการคือลดความเสี่ยงที่ต้องเดินทางหลังเที่ยงคืน  “ขอย้ำว่าเวร 12 ชม. ไม่ได้เหมาะกับทุกคน พยาบาลมีสิทธิเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง” ที่กองการพยาบาลเสนอเรื่องนี้เข้ามา เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในรพ.เอกชนมีการจัดแบบนี้มานานแล้ว และในรพ. รัฐ สังกัด สธ. ที่นำร่องมาก่อน ทำแล้วก็ได้ผลดี แต่มีข้อติดขัดเรื่องระเบียบการเบิกค่าเวร ค่าตอบแทน OT ที่ออกระเบียบไว้สำหรับการเบิกแบบ 8 ชม. เท่านั้น กองการพยาบาลจึงเอาเรื่องนี้เสนอเพื่อให้ผู้บริหารพิจารณาเพื่อปลดล๊อคเรื่องระเบียบการเบิกจ่ายค่าตอบแทน เพื่อไม่ให้น้องๆพยาบาลเสียสิทธิ์

3. การขยายหรือทดลองใช้ระบบเวร 12 ชั่วโมงในสถานบริการต่าง ๆ จะคำนึงถึงความสมัครใจของพยาบาลอย่างไร และจะมีการรับฟังความคิดเห็นจากบุคลากรก่อนนำไปใช้จริงหรือไม่ เรื่องนี้เรามีการพูดคุยกันว่าจะเริ่มแบบ Sand Box ก่อน และสอบถามความสมัครใจของรพ. ที่จะนำร่อง และในการนำร่องของแต่ละ รพ. ไม่ใช่ว่าจะทำทุกหอผู้ป่วยนะคะ ซึ่งกองการพยาบาลเสนอว่าควรเป็นหอผู้ป่วยที่ภาระงานไม่หนักจนเกินไป แล้วมีการติดตามประเมิน ซึ่งที่นำร่องมาแล้ว อย่างที่แม่กลอง ก็ขยายผลไปเกือบ 100% ที่นครสวรรค์ เริ่มจาก 1 หอ ผู้ป่วย ขยายเป็น 5 หอผู้ป่วย ทั้งนี้ยึดความสมัครใจของบุคลากร และก็มีบ้างที่น้องๆบอกว่าขอกลับมาเป็น 8 ชม. เหมือนเดิม ซึ่งผู้บริหารก็ยินยอมให้ปรับเป็นแบบ 8 ชม. เหมือนเดิมเพราะเราเสนอเรื่องนี้เป็นทางเลือกไม่ใช่การบังคับ

4. การประเมินผลการทดลองจัดเวร 12 ชั่วโมงในพื้นที่ที่นำร่องไว้แล้วอย่างไรบ้าง หลายรพ. ที่นำร่องไปแล้วมีทั้งชอบและไม่ชอบ ในกลุ่มที่ชอบก็จะบอกว่าเหมาะกับ รพ. ที่มีจำนวนพยาบาลน้อย งานไม่หนักมาก ภาระงานไม่เกิน 110% ขึ้นเวร 12 ชม. มีเวลา Clear งานเอกสารก่อนลงเวร ทำงานเสร็จในเวรตนเองดีกว่าแบบ 8 ชม. และระหว่างเวรเรากำหนดให้มีเวลาพักสองช่วง ช่วงแรกเป็นเวลาพักปกติของเวร 8 ชม. ที่จะได้สลับกันพักคนละ 1 ชม. และช่วงที่สอง สลับกันคนละครึ่งชม.  หลังลงเวรมีเวลาพักอีก 12 ชม. และมีวันหยุดหลายวัน อย่างรพ.นำร่องที่นครสวรรค์ จากเดิมในหนึ่งเดือนน้องๆมีวันหยุด 8 วัน/ เดือน พอจัดเวรแบบ 12 ชม. มีวันหยุดเพิ่มเป็น 15 วันต่อเดือน ในกลุ่มที่ไม่ชอบก็จะบอกว่าเวร 12 ชม. ท้ายๆเวรจะรู้สึกเหนื่อยล้า ถ้าแบบ 8 ชม. จะมีเวลาพัก ก่อนขึ้นเวรถัดไป อย่างน้อย 8 ชม. ซึ่งหัวหน้าพยาบาลก็ยินยอมให้หน่วยงานนั้นกลับมาจัดแบบ 8 ชม. เพราะเราเน้นที่ความสมัครใจ ส่วนผลต่อการบริการผู้ป่วย ต้องเรียนย้ำว่าการจัดแบบ 12 ชม. ไม่ได้ลดอัตรากำลังพยาบาลในแต่ละเวร เพียงแต่ลดจำนวนพยาบาลที่ใช้ในการหมุนรอบเวร ดังนั้นผู้ป่วยจะมีพยาบาลดูแลตลอด 24 ชม. เหมือนเดิม และการลดจำนวนรอบ ก็ลดจำนวนครั้งในการส่งเวร ลดข้อผิดพลาดในการส่งต่อข้อมูล มีเวลาดูผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

5. มีข้อกังวลเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของพยาบาลและผู้ป่วยหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นที่สภาการพยาบาลบางแห่งยังคงยึดเกณฑ์ชั่วโมงการทำงานตามประกาศเดิม?  เพราะเราคำนึงถึงมาตรฐานชั่วโมงการทำงานที่ปลอดภัยของพยาบาล เราจึงเสนอรูปแบบนี้ เพราะไม่อยากให้พยาบาลแลกเวรควบอัดแน่น ในแต่ละสัปดาห์ เพื่อต้องการวันหยุดพักร้อนติดต่อกัน 3-5 วัน ซึ่งเรื่องนี้คือการปรับเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสภาการพยาบาลมากที่สุด ในประเด็นที่พยาบาลควรจะมีเวลาพักอย่างน้อย 11 ชม. ก่อนปฏิบัติงานในเวรถัดไป และยังยืนยันว่าการจัดเวร 12 ชม. ไม่ควรติดต่อกันเกิน 3 เวร

6. แนวทางนี้เป็นเพียงการจัดรูปแบบเวลาทำงาน หรือมีแผนเชื่อมโยงกับการบริหารกำลังคนทางการพยาบาลในระยะยาวด้วยหรือไม่, เช่น การเพิ่มอัตราการบรรจุพยาบาล การพัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงาน หรือแรงจูงใจในการอยู่ปฏิบัติงาน?

Recent Posts