กระแสข่าวใหญ่ในแวดวงสาธารณสุขไทยรอบสัปดาห์นี้ การแถลงของ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ที่ประกาศเดินหน้าบรรจุข้าราชการจากตำแหน่งว่างเร่งด่วน 8,418 อัตรา ประเด็นที่น่าสนใจคือ เกินครึ่งของโควตานี้ถูกจัดสรรให้กลุ่ม "พยาบาลวิชาชีพ" สูงถึง 4,525 อัตรา ตอกย้ำความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า พยาบาลคือแกนหลักที่เป็นด่านหน้าแบกรับสุขภาวะของคนทั้งประเทศไว้หนาแน่นที่สุดเมื่อเทียบกับวิชาชีพทางการแพทย์สาขาอื่น
โครงสร้างระบบสาธารณสุขไทยถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของพยาบาลวิชาชีพมาโดยตลอด ตั้งแต่ระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โรงพยาบาลชุมชน ไปจนถึงโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ บุคลากรกลุ่มนี้ทำหน้าที่สำคัญใน 3 มิติหลัก
มิติแรกคือการเป็นผู้คัดกรองและให้การรักษาเบื้องต้นในพื้นที่ห่างไกล ช่วยลดความแออัดก่อนผู้ป่วยจะถึงมือแพทย์ มิติที่สองคือการดูแลผู้ป่วยในตึก IPD และตึกวิกฤต (ICU) ตลอด 24 ชั่วโมงอย่างไม่มีรอยต่อ และมิติสุดท้ายคือการเป็นผู้นำเครือข่ายสุขภาพปฐมภูมิ ลงพื้นที่ปูพรมฉีดวัคซีนและดูแลผู้สูงอายุติดเตียงในชุมชน การขยับนโยบายในรอบนี้จึงไม่ใช่แค่การแจกจ่ายตัวเลขโควตาตามกรอบเวลาปกติ แต่คือความพยายามคืนความมั่นคงให้กำลังพลกลุ่มใหญ่ที่สุดของระบบ
ความคืบหน้าที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากการประสานงานและบูรณาการฐานข้อมูลอย่างใกล้ชิดระหว่าง รองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนา บุญทอง นายกสภาการพยาบาล และ ศาสตราจารย์ ดร.ศิริอร สินธุ นายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับผู้บริหารทางการพยาบาลทุกภาคส่วน ที่ช่วยกันสะท้อนภาพความจริงจากภาคปฏิบัติการเข้าสู่โต๊ะเจรจาเชิงนโยบาย จนกระทรวงสาธารณสุขไฟเขียวแผนทยอยบรรจุพยาบาลวิชาชีพ 4,194 อัตรา ภายในกรอบเวลา 4 เดือน ตั้งแต่มิถุนายนถึงกันยายน 2569 นี้
แต่หากกางดัชนีกำลังคนตามมาตรฐานสากลออกมาดู จะพบว่าเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดสัดส่วนพยาบาลต่อประชากรที่เหมาะสมไว้ที่ 1 : 270 คน เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย แต่สถานการณ์จริงในบ้านเราปัจจุบัน ตัวเลขยังวนเวียนอยู่ที่ประมาณ 1 : 327 ถึง 1 : 343 คน (ขึ้นอยู่กับการกระจายตัวของแต่ละภูมิภาค) หมายความว่า ในภาพรวมประเทศไทยยังต้องการพยาบาลวิชาชีพเพิ่มอีกราวๆ 50,000 คน ถึงจะถึงเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำเมื่อนำตัวเลขบรรจุรอบนี้จำนวน 4,194 อัตรา ไปคำนวณเปรียบเทียบความขาดแคลนสะสมทั้งหมด จะคิดเป็นสัดส่วนการเติมเต็มระบบเพียงร้อยละ 8.39 เท่านั้น แม้ดูเหมือนเป็นตัวเลขเริ่มต้นเล็กๆ ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้กันระยะยาว แต่นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญต่อขวัญกำลังใจ เพราะเป็นการดึงเม็ดเงินและตำแหน่งว่างมาปลดล็อกให้พยาบาลอัตราจ้างและพนักงานกระทรวงสาธารณสุข (พกส.) ที่ยืนระยะทำงานจริงอยู่ในโรงพยาบาลรัฐทั่วมุมตึกได้มีความมั่นคงในอาชีพ และช่วยสกัดกั้นไม่ให้บุคลากรฝีมือดีถอดใจลาออกจากระบบราชการ
หากย้อนดูปมประวัติศาสตร์ ระบบสาธารณสุขไทยเริ่มส่งสัญญาณความตึงตัวด้านกำลังคนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 จากการขยายตัวของประชากรและโครงสร้างเศรษฐกิจ และมาแตะจุดวิกฤตสูงสุดในช่วงการระบาดของโควิด-19 (พ.ศ. 2563 - 2565) ที่สร้างภาวะอ่อนล้าสะสมให้คนทำงานอย่างรุนแรง ยิ่งในปัจจุบันที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มตัว ภาระงานจึงมีแต่จะเพิ่มขึ้น ตัวเลขและทิศทางทั้งหมดนี้ ถูกยืนยันผ่านฐานข้อมูลการสำรวจร่วมกันระหว่างสภาการพยาบาล กองบริหารทรัพยากรบุคคล กระทรวงสาธารณสุข และรายงานสถานการณ์กำลังคนด้านสุขภาพในภูมิภาคเอเชีย (Health International Asia) ที่ชี้ชัดว่าปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการบริหารจัดการ
จากนี้ไปจนถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่กองบรรณาธิการร่วมเกาะติดความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางภาระงานด่านหน้าที่ยังคงหนักหน่วง และระยะเวลารอคอยบริการของประชาชนในพื้นที่ มาตรการเร่งด่วนนี้จะถูกแปรไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างโปร่งใส และส่งถึงมือพี่น้องพยาบาลวิชาชีพด่านหน้าทุกคนอย่างแท้จริงหรือไม่ ทางผู้เรียบเรียงและกองบรรณาธิการจะทำหน้าที่ติดตามและนำเสนอแง่มุมความคืบหน้าให้ทราบเป็นระยะต่อไป
หมายเหตุจากกองบรรณาธิการ: บทวิเคราะห์ชิ้นนี้จัดทำขึ้นโดยกองบรรณาธิการของสำนักข่าวสารสายยุทธศาสตร์และการพยาบาล เพื่อวัตถุประสงค์ในการประมวลภาพรวมเชิงสถิติ ดัชนีกำลังคน และสะท้อนมุมมองทางวิชาการตามฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ ณ ช่วงเวลาปัจจุบันเท่านั้น ข้อมูลตัวเลขการจัดสรร ตำแหน่งว่าง และกรอบงบประมาณสนับสนุน เป็นการวิเคราะห์และประมาณการบนพื้นฐานข้อมูลสาธารณะและรายงานสถานการณ์กำลังคนในภาพรวม ทั้งนี้ รายละเอียดเชิงลึก ขั้นตอนการปฏิบัติงาน แผนการกระจายอัตรากำลังรายพื้นที่ และเงื่อนไขการบรรจุข้าราชการอย่างเป็นทางการ ตลอดจนการบริหารงบประมาณแผ่นดิน ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแล การพิจารณา และการประกาศโดยตรงจากกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ ดุลยพินิจและทัศนะที่ปรากฏในบทความนี้จึงเป็นความคิดเห็นและแบบจำลองเชิงระบบของทางผู้เรียบเรียง มิได้ผูกพันทางกฎหมายกับองค์กรวิชาชีพหรือหน่วยงานบริหารราชการแผ่นดินใดๆ ทั้งสิ้น
กองบรรณาธิการเว็ปไทยเนอร์สซิงไทม์ดอทคอม วันที่17 พฤษภาคม 2659